Sunday, 5 April 2020

อาการจาม คัน คัดจมูก และน้ำมูกไหล จากจมูกอักเสบภูมิแพ้ (allergic rhinitis) รักษายังไง

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้พบได้บ่อยมากที่ลูกค้าจะเข้ามาหาซื้อยาในร้านยา เนื่องจากโรคนี้มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เช่น ทำให้หลับไม่สนิททั้งคืน เป็นผลต่อการเรียน การทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน และโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้เป็นปัจจัยที่ทำให้โรคเหล่านี้กำเริบได้ เช่น โรคหืดหลอดลม โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ โรคโพรงจมูกอักเสบ ริดสีดวงจมูก โรคหูชั้นกลางอักเสบมีน้ำขัง ความผิดปกติของการนอน การสบฟันผิดปกติ และโครงสร้างใบหน้าผิดรูป

                สาเหตุที่ทำให้เราเกิดโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

(ขอวิชาการหน่อยนะคะ หากอ่านแล้วงงๆ ข้ามไปนะคะ) โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ คือภาวะการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาการแพ้ที่เกี่ยวข้องกับ Immunoglobulin E(IgE) และ helper T cell ชนิดที่ 2 (Th2) ที่ตอบสนองต่อสารก่อการแพ้ที่ฮิสทามีน พรอสทาแกลนดินส์ ได้รับทางการหายใจเข้าไป เช่น ไรฝุ่น ละอองเกสร แมลงสาบ เชื้อรา หรือขนของสัตว์เลี้ยง

การกระตุ้นปฏิกิริยาการแพ้มักเริ่มขึ้นในช่วงวัยเด็กโดย สารที่ก่อการแพ้สัมผัสกับร่างกายของผู้ป่วยก็จะกระตุ้นให้  B cell สร้าง IgE ที่จำเพาะกับสารก่อการแพ้ขึ้น จากนั้นเมื่อผู้ป่วยสัมผัสกับสารก่อการแพ้จะมีการกระตุ้น mast cell ที่เยื่อบุจมูกให้หลั่งสารสื่อ เช่น ฮิสทามีน พรอสทาแกลนดินส์ และ ลิวโคไทรอีน ออกมากระตุ้นระบบประสาท ต่อม และ หลอดเลือด ทำให้เกิดอาการจมูกอักเสบภูมิแพ้ ได้แก่ อาการจาม คัน และคัดจมูก และน้ำมูกไหล จากนั้นจะมีการกระตุ้นการทำงานของเซลล์อื่นๆในระบบภูมิคุ้มกันโดยเฉพาะ Th2 ทำให้มีการอักเสบเยื่อบุจมูกในระยะต่อมา ซึ่งทำให้เยื่อบุจมูกไวต่อตัวกระตุ้นต่างๆที่อาจไม่ก่อการแพ้ เช่นกลิ่นฉุน และ มีอาการต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่สัมผัสสารก่อการแพ้แล้วก็ตาม

                วิธีการรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้

1.กำจัดหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เข่น ไรฝุ่น แมลงสาบ และขนสัตว์เลี้ยง

2.รักษาด้วยวัคซีน

3.รักษาด้วยยา ยามีทั้งแบบยากิน ยาพ่นจมูก และยาหยดจมูก

เราจะรักษาจากระดับของอาการ

ถ้าอาการน้อย หมายถึง สามารถนอนหลับได้ปกติ ไม่มีผลต่อกิจวัตรประจำวัน ไม่ทำให้ผู้ป่วยรำคาญ

แต่หากอาการปานกลางถึงรุนแรง หมายถึง ไม่สามารถนอนหลับได้ หรือ มีผลต่อกิจวัตรประจำวัน หรือมีผลต่อการทำงานหรือการเรียน หรือว่าผู้ป่วยรู้สึกรำคาญ

หากมีอาการน้อย เป็นช่วงๆ แนะนำทานยาแก้แพ้ชนิดกินแบบไม่ง่วง เช่น  ตัวยา cetirizine  ,Loratadine , Fexofenadine ,Levocetirizine

หากมีอาการปานกลางถึงรุนแรง เป็นช่วงๆ หรืออาการน้อยแต่เป็นคงที่  ให้ทานยาแก้แพ้ชนิดกินแบบไม่ง่วงเช่น  ตัวยา cetirizine  ,Loratadine , Fexofenadine ,Levocetirizine เหมือนกันได้หรือพ่นยาสเตียรอยด์พ่นจมูก เช่น ตัวยา  Beclomethasone dipropionate , Budesonide,  Fluticasone propionate, Triamcinolone acetonide, Mometasone furoate ,Fluticasone furoate

หากมีอาการปานกลางถึงรุนแรง แต่เป็นคงที่ให้ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเช่น ตัวยา  Beclomethasone dipropionate , Budesonide,  Fluticasone propionate, Triamcinolone acetonide, Mometasone furoate ,Fluticasone furoate

ขอเสริมเพิ่มเติมเกี่ยวกับยาแต่ละกลุ่มนิดนึงนะคะ

ยาแก้แพ้ชนิดกินแบบไม่ง่วง หรือเรียกเป็นทางการว่า ยาต้านฮิสทามีน รุ่นที่ 2  และ รุ่น 3 เป็นยาที่แนะนำให้ใช้เป็นยาหลักในการรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และการใช้ยาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำจะมีประสิทธิภาพดีกว่าการใช้ยาเมื่อมีอาการ

ยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์หดหลอดเลือดภายในเยื่อบุโพรงจมูก ชนิดรับประทานที่มีตัวยา Pseudoephedine และ phenylephrine มีระยะเวลาออกฤทธิ์ภายใน 30 นาที ซึ่งอออกฤทธิ์ช้ากว่าแบบพ่นหรือหยดจมูก แต่ยาพ่นหรือหยดจมูก ใช้ได้ในระยะสั้น คือติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน และผู้ป่วยต้อหิน ผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต ผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษ ผู้ป่วยโรคหัวใจ และหลอดเลือด ผู้ป่วยจิตเวช ควรใช้แบบพ่นหรือหยดจมูก จะปลอดภัยมากกว่ายาคัดจมูกแบบกิน

ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก สามารถลดอาการทางจมูกได้ทุกอาการ เช่น คัดจมูก คัน จาม น้ำมูกไหล รวมถึงอาการคันตาจากภูมิแพ้ด้วย และยาสเตียรอยด์แบบพ่นเหมาะสำหรับใช้รักษาลำดับแรกสำหรับผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่มีอาการคงที่ หรือมีอาการปานกลางถึงรุนแรง

ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูกจะต้องใช้เวลาในการออกฤทธ์อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงและอาจต้องใช้ต่อเนื่องนาน 1-2 สัปดาห์ จึงจะมีประสิทธิภาพเต็มที่ แต่ในผู้ป่วยบางคนก็สามารถตอบสนองต่อยาสเตียรอยด์พ่นได้เร็วก็สามารถใช้สเตียรอยด์พ่นเฉพาะเวลามีอาการได้

การใช้ยาสเตียรอยด์แบบพ่นจมูกที่ใช้ในขนาดที่แนะนำไม่มีผลรบกวนการเจริญเติบโตในผู้ป่วยเด็ก ยกเว้นตัวยา budesonide และ beclomethasone ที่พบฤทธิ์ชะลอการเจริญเติบโตของผู้ป่วยเด็ก

สรุปนะคะ หากมีอาการคัดจมูก คัน จาม น้ำมูกไหล เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ นอนกรน มีความผิดปกติของการนอนหลับ น้ำมูกไหลลงคอ ไอเรื้อรัง เจ็บคอเรื้อรัง หูอื้อ มีเสียงในหู ซึ่งอาการต่างๆหล่านี้บ่งชี้ถึงโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ เราควรรักษาโดยดูจากระดับอาการเป็นหลัก เช่นถ้ามีอาการเป็นช่วงๆและไม่รุนแรง แนะนำให้ทานยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วงเป็นหลัก แต่หากมีอาการรุนแรงปานกลาง ถึงมาก หรือมีอาการคงที่ อาจให้ทานยาแก้แพ้ชนิดไม่ง่วง หรือยาสเตียรอยด์พ่นจมูกโดยรักษาต่อเนื่อง แต่หากผู้ป่วยทานยาแก้แพ้แบบไม่ง่วงแล้วไม่หายแนะนำให้ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกเลยค่ะ